#เมื่อสมัยเด็กๆ ตอนเดินทางไปเรียนหนังสือหรือเข้าไปทำธุระ ที่ “ตัวเมือง” ในอำเภอหรือจังหวัด การเดินทางส่วนมากจะเป็นรถโดยสารมี่มีหลังคาและมีจะนวนเที่ยวต่อวันประมาณ เช้า-เย็น ทำให้ผู้โดยสารที่รอจำนวนวมาก ผู้หญิง-คนแก่ ก็จะนั่งม้านั่งสองแถวด้านล่าง ส่วนผู้ชายถือว่าเป็นเพศที่แข็งแรงต้องเสียสละไปนั่งบนหลังคา ซึ่งแสดงออกถึงความกล้าหาญ ทั้งที่จริงๆ ด็อยากจะนั่งสบายๆเหมือนกัน ส่วนที่เหลือ ก็จะห้อยด้านข้าง ซ้าย – ขวา และด้านท้ายรถยนต์ จนเวลาผ่านไปเกือบ 50 ปีแล้ว ภาพต่างๆ ดังกล่าวยังมีให้เห็น ถ้าเราหันไปมองประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศอื่นๆ ที่เรานิยมไปท่องเที่ยวกับ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งตอนนี้นิยมไปมาก ให้ดูระบบคมนาคมขนส่ง ของบ้านเขา มีทั้ง บนดิน – ใต้ดิน และอากาศ สามารถเชื่อมต่อในการเดินทางได้อย่างสะดวก ประชาชนเพียงแค่เเินอิกจาดบ้านหรือแั่นจักรยาน ไปจอดไว้ที่สถานีรถไฟฟ้า สุขภาพประชาชนก็ดีด้วย ซึ่งจะเห็นว่าชาวญี่ปุ่นเดินเร็วมากๆ ย้อนกลับมาที่บ้านเรา กับเงินภาษีฯ ที่แระชาชนที่เสียไป ซึ่งตัวผู้เขียนเอง ปีหนึ่งๆ ก็เสียจำนวนมากพอสมควร แทนที่จะนำเร่งพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง อย่างเช่นรถไฟ เหมือนนานาๆ ประเทศเขา กลับให้ผู้ใช้บริการรถไฟ เพียงไม่กี่รายที่ใช้บริการ เพื่อขนส่ง น้ำมัน กับปูนซีเมนท์ ตอนเช้าเวลาเดินทางไปทำงาน ต้องจอดรอให้ขบวนดังกล่าว ผ่านไปเสียก่อน รัฐบาลกลับเอางบประมาณของแผนดิน ไปส่งเสริมให้ประชาชนซื้อรถยนต์ รถมอเตอร์ไซต์ ออกมาวิ่งจนล้นถนน ซ่อม-สร้างถนนหนทางแต่ในเมืองใหญ่ ส่วนในชนบทก็ปล่อยให้ออกสภาพเดิมๆ ไปก่อน จากนั้นเมื่อรถมีจำนวนมากจนพอใจก็ออกกฎหมายมาบังคับใช้กลับประชาชนหาเช้า กินค่ำ ปรับจับ อยู่ร่ำไป ส่วนผู้มีอำนาจ ร่ำรวยเดินทางแต่ละทีมีรถยนต์นำขบวน ประกาศความยิ่งใหญ่ขอตัวเอง จึงขอฝากให้แระชาชนคนไทยทุกท่าน ตระหนักในความรักประเทศชาติ ความเป็นคนไทยด้วยกัน ก่อนจะตัดสินใจอะไรลงไป ควรศึกษาข้อมูลให้มาอย่าลุด้วยอำนาจและอารมณ์ ท้ายสุดนี้ขอให้สงกรานต์นี้เล่นกันอย่างมีความสุข ไปก่อดิน-ก่อทราย ในวัดเหมือนตอนสมัยเด็กๆ กัน ก็มีความสุขดี ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดภาพ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ยอมรับการเป็นไป..

Advertisements