นักเขียนอักษรพู่กันจีนชื่อดัง ได้บันทึกถึงความรู้สึกที่มีต่อชีวิตเมื่อผ่านเข้า วัย 70 ปี ซึ่งมีสาระน่าสนใจดังนี้
พออายุใกล้ 70 ข้าพเจ้า เรียนรู้ สิ่ง 7 สิ่งในชีวิต

1. ต้องอยู่ให้รอด ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้วตก อยู่อีก 1 วัน เหลือน้อยลง 1 วัน สุขอีก 1 วัน กำไร 1 วัน

2. ต้องอยู่ให้มีความสุข
ตำแหน่งสูง มิสู้มีรายได้สูง รายได้สูง มิสู้อายุยืน อายุยืน มิสู้มีความสุข..ขอให้มีความสุข เพราะความสุขคือเงินสด นอกนั้นแค่กระดาษเช็ค

3. ต้องเป็นของเราเอง
ไม่ใช่เป็นของคนอื่น หรือ ยืมของคนอื่นมาใช้ ตำแหน่งเป็นของชั่ว คราว เกียรติยศเดี๋ยวก็ผ่านไป สุขภาพเท่านั้นที่เป็นของเรา

4. ไม่เหมือนกัน ย่อมไม่เหมือนกัน ความรักที่พ่อแม่ให้กับลูกไม่มีขีดจำกัด แต่ ความรักของลูกต่อพ่อแม่มีขีดจำกัด ลูกๆ ป่วย พ่อแม่กลุ้มใจ พ่อแม่ป่วย แค่ลูกๆ มาเยี่ยมมาถามไถ่ ก็พอใจแล้ว ลูกๆ ใช้เงินของพ่อแม่ สมเหตุสมผล พ่อแม่จะใช้เงินของลูกๆ ต้องมีเหตุมีผล บ้านของพ่อแม่ก็คือบ้านของลูกๆ บ้านของลูกๆ ไม่ใช่ บ้านของพ่อกับแม่ ไม่เหมือนกันก็คือไม่เหมือนกัน พ่อแม่ที่เข้าใจจะถือเอาความกตัญญู กตเวทีของลูกๆ เป็นจิตอาสาและความสุข ไม่หวังการตอบแทน หากหวังการตอบแทน นั่นคือหาทุกข์ใส่ตัว

5. อย่าคาดหวังใครยามป่วยอย่าคาดหวังใคร แม้แต่ลูกๆ “ไม่มีลูกกตัญญูหน้าเตียงคนป่วยเรื้อรังหรอก” คาดหวังคู่ชีวิตหรือ เขาเองก็เอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว ที่คาดหวังได้ คือเงินอย่างเดียว ใช้เงินรักษาตัว

6. ระลึกแต่ความหลัง
อาจจำเป็นเพราะจำเรื่องราวได้น้อยลง ลืมมากขึ้น ฉะนั้นสุขภาพคือทรัพย์ จำไว้ แข็งแรงเข้าไว้หาความสุขเสมอ

7. อย่ากลัวความตาย
เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมชาติ ทุกคนเท่าเทียมกัน ต้องมีความพร้อมด้านจิตใจ พอยมบาลมาเรียก ก็พร้อมที่จะไปได้เลย ต้องไม่มีการอาลัยอาวรณ์

ครบ 7 ข้อ ยามลำบาก มากอุปสรรค
ต้องตั้งหลักให้มั่นคง ยามได้ดี มียศสูงส่ง ต้องรู้ปลง ปลดปล่อยวาง

ฉะนั้นอย่าท้อ เวลาผ่านไปเงื่อนไขเปลี่ยนสถาน การณ์ก็มักผันแปร อาจดีขึ้น ก็ได้เราไม่จำเป็นต้องรวย เพราะมีเงินมาก แต่เราอาจรวยความสุขได้เพราะการให้

เราคือเพื่อนกัน ไม่ใช่สายโลหิตไม่ใช่ญาติ หากเป็นความผูก พันที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญแท้ๆ เป็นความประจวบเหมาะ เป็นความพอดีที่มาพบเจอ มาเรียน มาทำงานด้วยกัน มาร่วมชะตากรรมเดียวกัน แล้วนับจากนั้นก็ผูกพันกันเรื่อยมา ในฐานะเพื่อน ลบไม่ออก แก้ไขไม่ได้เว้นเสียแต่ว่า จะเปลี่ยนสถานะใหม่ให้เป็นศัตรูกัน ซึ่งโอกาสนั้นก็เป็นได้น้อยในหมู่เพื่อนอายุล่วงมาถึงวันนี้ เพื่อนใหม่ไม่มีแล้ว ใจไม่อยากเปิดรับเข้ามาอีก ก็คงมีแต่เพื่อนเก่าสมัยเรียนประถม – มัธยม – อุดมศึกษา – เริ่มทำงาน หรือ เรียนปริญญาบัตรอื่นๆ ซึ่งนับวันจะเหลือน้อยลงไปเพื่อนเก่าแต่ละคน อายุก็ไล่ๆ กันกะเรา หรือแก่อ่อนกว่ากันไม่มาก บางคนไปไหนไม่ได้ ไปไม่ไหวแล้วบ้างก็ทำงานไกล อาศัยอยู่ไกล บ้างติดภาระของลูกบ้างเมียบ้าง กระทั่งธุระของหลาน รวมทั้งสังขารของตนจะเห็นชัดเจนว่า มีการลดจำนวนครั้งที่นัด นัดแต่ละทีก็มีจำนวนคนลดลงเพื่อนบางคนล่วงหน้าเสียชีวิตไปก่อนแล้ว ยามคิดถึง ก็ ได้แต่จุดธูปเทียน เขียนชื่อ ยกมือพนม ทำบุญ ระลึกถึงจะมีอะไรไปถึงหรือไม่ ไม่รู้ พิสูจน์ไม่ได้ แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าไปถึงเพื่อน ว่าเพื่อนจะได้รับ

“ดูแลกันยามมีชีวิต ยามเดือดร้อนนี่แหละครับ ดู แลกันตามกำลัง”

ถ้าเพื่อนไม่ช่วยเพื่อนแล้ว ใครล่ะครับจะช่วย คนอื่นเขายิ่งไม่รู้จักมักคุ้น ไม่ใช่เพื่อนกัน ใครเขาจะยื่นมือมาผิดพลาดไปบ้าง ห่างเหินไปหน่อย บกพร่องระหว่างกันไปบ้าง อภัยเถิดครับ

“ทำใจสบายๆ เปิดใจให้กว้าง เอื้อเฟื้อดูแลเกื้อกูลกันยามมีชีวิตดีที่สุดครับ” เพราะเราคือ “เพื่อนกัน”

Advertisements